บทความ

เมื่อมีคดีพิพาทอยู่ในศาลอื่น จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร

02/08/2022
8267

Highlight


  • มาตรา  ๒๑๓  ให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองผู้ยื่นคำร้องจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ อย่างไร
  • เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น  หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว หมายความว่าอย่างไร
  • หากยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  มิได้ ควรทำอย่างไร

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๓
  • พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗

       
ณิชาภา  ภูมินายก
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี  สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
 
          อำนาจตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของรัฐ  เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแก่คู่กรณีเพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อย  ผู้ใช้อำนาจตุลาการเรียกว่าองค์กรศาลซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ  ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล  อีกทั้งฝ่ายบริหารถูกผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลอย่างเคร่งครัด  อย่างไรก็ตาม  แม้ศาลจะมีอำนาจบังคับให้องค์กรต่างๆ  หรือบุคคลที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล  แต่ศาลก็มีลักษณะเป็นองค์กรที่ต้องใช้อำนาจในเชิงรับ  (passive)  ไม่สามารถรุกหรือริเริ่มคดีได้เอง  ศาลจะพิจารณาคดีได้ต่อเมื่อมีผู้ยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลและต้องมีกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนั้น  ศาลจึงจะรับคดีไว้พิจารณาวินิจฉัยได้  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นคดีที่อยู่ภายในเขตอำนาจศาลหรืออาจเรียกว่าต้องเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น  ดังนั้น  เมื่อจะยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาล  จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเรื่องนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลใด  และต้องยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ  ศาลจึงจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย
          รูปแบบการจัดระบบองค์กรศาลที่เป็นสากลมีสองรูปแบบคือระบบศาลเดี่ยวและระบบศาลคู่  ระบบศาลในแต่ละประเทศจึงอาจแตกต่างกันไป  ประเทศที่ใช้ระบบศาลเดี่ยวมีศาลยุติธรรมทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทคดี
ทุกประเภท  ไม่มีศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ  ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่มีการแยกศาลที่พิจารณา
ข้อพิพาททางปกครองและรัฐธรรมนูญออกจากศาลยุติธรรมที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างเอกชน  คำว่าระบบศาลคู่หมายถึงคู่ขนาน  มิใช่คู่ที่แปลว่าสอง  เป็นระบบศาลคู่ขนานหรือมีศาลมากกว่าหนึ่งประเภท  โดยอาจมีสองประเภทหรือมากกว่านั้นก็ได้  ตัวอย่างเช่นระบบศาลของประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี  (Court System in Germany)  แบ่งออกได้เป็นสามประเภท  ได้แก่ ๑) ศาลทั่วไปหรือศาลยุติธรรม (Ordinary Court) ๒) ศาลชำนัญพิเศษ ประกอบด้วย ศาลปกครอง ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลสังคม และศาลสิทธิบัตร และ ๓) ศาลรัฐธรรมนูญ  สำหรับประเทศไทยแต่เดิมก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  ใช้ระบบศาลเดี่ยว  โดยมีศาลยุติธรรมเพียงศาลเดียวทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททุกประเภทคดี  เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  เปลี่ยนมาใช้ระบบศาลคู่  โดยมีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ  ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยคดีปกครอง  ศาลทหารพิจารณาวินิจฉัยคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นทหารและคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาไม่ปกติซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความสงบของประเทศด้วย  โดยปกติแล้วกฎหมายบัญญัติเขตอำนาจศาลไว้ชัดเจน  ในกรณีที่คดีใดอาจอยู่ในเขตอำนาจศาลมากกว่าหนึ่งศาลก็ต้องมีกระบวนการชี้ขาดว่าศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี  เพื่อไม่ให้มีการพิจารณาคดีซ้ำซ้อนกันอันจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร  ขัดต่อหลัก“บุคคลไม่อาจถูกลงโทษหลายครั้ง  สําหรับการกระทําความผิดครั้งเดียว”  และอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับผลแห่งคดีได้  เขตอำนาจศาลจึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกที่ทุกศาลต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลหรือไม่  หากคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแล้วต้องมีคำสั่งไม่รับ
คำร้องหรือคำฟ้องนั้นไว้พิจารณา  เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการยื่นคำร้องหรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นต่อไป
          สำหรับศาลรัฐธรรมนูญนั้น  รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  ให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองผู้ยื่นคำร้องจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ  โดยให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้  ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ก็จะส่งผลให้การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๕  บัญญัติไว้  จึงมีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิยื่น
คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้  แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องหลายคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย  เพราะไม่อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย  ซึ่งสามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาได้ว่า  แม้รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  จะบัญญัติให้สิทธิบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ
ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง  แต่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ด้วยว่าการยื่นคำร้องตามมาตรา  ๒๑๓  ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์  วิธีการ  และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น  จึงต้องพิจารณากฎหมายดังกล่าวประกอบการพิจารณาเขตอำนาจศาลด้วย  ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  บัญญัติให้การกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพตามคำร้องมาตรานี้ต้องเป็นการกระทำอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ  และต้องมิใช่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดในอนุมาตรา  (๑) – (๗)  ซึ่งจะขอกล่าวถึงในที่นี้เฉพาะกรณีอนุมาตรา  (๔)  เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น  หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว  ซึ่งหมายความว่าหากการกระทำที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น  หรือเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว  ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจรับคำร้องนั้นไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
          คำว่า  “เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น  หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว”  หมายความว่าประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น  โดยผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นโจทก์  จำเลย  ผู้ฟ้องคดี  หรือผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในศาลยุติธรรม  ศาลปกครอง  หรือศาลทหาร  และคดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลนั้นๆ  หรือศาลนั้นอาจมีคำพิพากษาแล้วก็ได้  หากปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนี้  ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา  เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  ดังเช่นตัวอย่าง  ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกร้องฟ้องบังคับจำนองผู้ร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้วนำตำรวจมาจับกุมผู้ร้องในข้อหาบุกรุกที่ดินเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟ้องและบังคับคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้  กรณีจึงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๖  วรรคสาม  บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา  ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง  (คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่  ๖๐/๒๕๖๔)  และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ  ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่า  การกระทำของผู้ถูกร้องที่ผู้ร้องเห็นว่าละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องนั้น  เป็นการใช้ดุลยพินิจรับฟังพยานหลักฐานในกระบวนพิจารณาคดีของศาล  ผู้ร้องร้องเรียนต่อประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาเห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  ผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว  กรณีเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๖  วรรคสาม  บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา  ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง  (คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่  ๕๖/๒๕๖๔) 
          จากตัวอย่างข้างต้นเห็นได้ว่า  หากการกระทำที่ผู้ร้องนำมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  เป็นการกระทำที่มีการนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลอื่นแล้วหรือเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลอื่น  เช่น  คำสั่งต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดี  การใช้ดุลพินิจในคดี  ตลอดจน
คำพิพากษาของศาลอื่น  ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  เนื่องจากต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  สำหรับ  ถ้อยคำตามบทบัญญัติมาตรา  ๔๗  (๔)  ว่า  “เรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว”  ผู้เขียนเห็นว่า  ในกรณีที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาแล้วนั้นเป็นกรณีตามมาตรา  ๔๗  (๔)  อย่างชัดเจน  ไม่มีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาอีก  เพราะศาลอื่นนั้นได้พิจารณาวินิจฉัยคดีนั้นเสร็จสิ้นแล้ว  แต่สำหรับกรณีของคำสั่งนั้น  กรณีที่เป็นคำสั่งอื่นๆ  ที่มิใช่คำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยก็ไม่มีปัญหาที่ต้องพิจารณาอีกเช่นกัน  เพราะศาลอื่นนั้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องนั้นแล้ว  แต่ในกรณีที่ศาลอื่นมีคำสั่งถึงที่สุดว่าไม่รับคำร้องไว้พิจารณาเพราะไม่อยู่ในอำนาจศาลอื่นนั้น  อาจมีประเด็นควรพิจารณาต่อไปว่าจะถือว่าเป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา  ๔๗  (๔)  หรือไม่  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามาตรา  ๔๗  (๔)  ไม่ครอบคลุมถึงคำสั่งไม่รับคำฟ้องหรือคำร้องไว้พิจารณา  เพราะศาลอื่นนั้นยังมิได้รับคำร้องไว้พิจารณาพิพากษาในเนื้อหาเรื่องนั้นๆ  จึงไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย 
          การที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  มิได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว  อาจเป็นเพราะในเวลานี้สังคมไทยยังมิได้มีแนวคิดที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญทบทวนคำพิพากษาของศาลอื่นที่พิจารณาคดีไปแล้วได้ดังเช่นที่ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันซึ่งเป็นต้นแบบของศาลรัฐธรรมนูญไทยสามารถทำได้  รัฐธรรมนูญปัจจุบันจึงยังมิได้มีบทบัญญัติเช่นนั้น  โดยรัฐธรรมนูญเพียงแต่มีเจตนารมณ์ให้คู่ความหรือคู่กรณีที่มีข้อพิพาทกันอยู่ในศาลอื่นที่มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถโต้แย้งต่อศาลที่พิจารณาคดีว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลที่พิจารณาคดีนั้นจะใช้บังคับแก่คดีที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  เพื่อให้ศาลที่พิจารณาคดีส่งคำโต้แย้งนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย  โดยบัญญัติไว้ในมาตรา  ๒๑๒  หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  ศาลที่พิจารณาคดีนั้นก็จะใช้บทบัญญัติกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีมิได้  และมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกบทบัญญัติกฎหมายนั้นไปในตัว  แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ  บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นก็ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป  แม้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นจะตีความบทบัญญัติกฎหมายนั้นไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ  ก็เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีจะต้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลสูงในระบบศาลนั้นให้ตีความบทบัญญัติกฎหมายนั้นเสียใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษานั้นเสียภายในระบบศาล  โดยรัฐธรรมนูญมิได้ให้อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะไปแก้ไขคำวินิจฉัยของศาลอื่นได้  ด้วยเหตุนี้บทบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ. ๒๕๖๑  มาตรา  ๔๗  (๔)  และมาตรา  ๔๖  วรรคสาม  จึงได้บัญญัติให้คำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา  ๒๑๓  ต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว 
          ด้วยเหตุนี้  การที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  ที่ให้สิทธิบุคคลทั่วไปยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง  ผู้ที่จะยื่นคำร้องจึงต้องตรวจสอบเสียก่อน  หากการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว  ก็จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓  มิได้  แต่อย่างไรก็ตามหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น  แม้จะยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๓ไม่ได้  แต่คู่ความยังมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  ที่จะยื่นคำโต้แย้งต่อศาลที่พิจารณาคดีว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  เพื่อให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่  โดยมีความแตกต่างกันที่คำร้องตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  วัตถุแห่งคดีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต้องเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  จึงไม่อาจขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำใดละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องและขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้
    

More Information


  • อ่านบทความเต็มเรื่อง "เมื่อมีคดีพิพาทอยู่ในศาลอื่น จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
  • ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
  • LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
  • เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
  • #ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
Back to top