เมื่อมีคดีพิพาทอยู่ในศาลอื่น จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร
02/08/2022Highlight
- มาตรา ๒๑๓ ให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองผู้ยื่นคำร้องจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ อย่างไร
- เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว หมายความว่าอย่างไร
- หากยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มิได้ ควรทำอย่างไร
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๑๓
- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗
ณิชาภา ภูมินายก
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
อำนาจตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของรัฐ เป็นอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแก่คู่กรณีเพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อย ผู้ใช้อำนาจตุลาการเรียกว่าองค์กรศาลซึ่งมีลักษณะสำคัญคือเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางและเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบังคับของฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล อีกทั้งฝ่ายบริหารถูกผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะมีอำนาจบังคับให้องค์กรต่างๆ หรือบุคคลที่ถูกฟ้องคดีต่อศาลต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แต่ศาลก็มีลักษณะเป็นองค์กรที่ต้องใช้อำนาจในเชิงรับ (passive) ไม่สามารถรุกหรือริเริ่มคดีได้เอง ศาลจะพิจารณาคดีได้ต่อเมื่อมีผู้ยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลและต้องมีกฎหมายบัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนั้น ศาลจึงจะรับคดีไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องเป็นคดีที่อยู่ภายในเขตอำนาจศาลหรืออาจเรียกว่าต้องเป็นศาลที่มีอำนาจเหนือคดีนั้น ดังนั้น เมื่อจะยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาล จึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่าเรื่องนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลใด และต้องยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ศาลจึงจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยรูปแบบการจัดระบบองค์กรศาลที่เป็นสากลมีสองรูปแบบคือระบบศาลเดี่ยวและระบบศาลคู่ ระบบศาลในแต่ละประเทศจึงอาจแตกต่างกันไป ประเทศที่ใช้ระบบศาลเดี่ยวมีศาลยุติธรรมทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทคดี
ทุกประเภท ไม่มีศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่มีการแยกศาลที่พิจารณา
ข้อพิพาททางปกครองและรัฐธรรมนูญออกจากศาลยุติธรรมที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างเอกชน คำว่าระบบศาลคู่หมายถึงคู่ขนาน มิใช่คู่ที่แปลว่าสอง เป็นระบบศาลคู่ขนานหรือมีศาลมากกว่าหนึ่งประเภท โดยอาจมีสองประเภทหรือมากกว่านั้นก็ได้ ตัวอย่างเช่นระบบศาลของประเทศสหพันธรัฐเยอรมนี (Court System in Germany) แบ่งออกได้เป็นสามประเภท ได้แก่ ๑) ศาลทั่วไปหรือศาลยุติธรรม (Ordinary Court) ๒) ศาลชำนัญพิเศษ ประกอบด้วย ศาลปกครอง ศาลภาษีอากร ศาลแรงงาน ศาลสังคม และศาลสิทธิบัตร และ ๓) ศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับประเทศไทยแต่เดิมก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ใช้ระบบศาลเดี่ยว โดยมีศาลยุติธรรมเพียงศาลเดียวทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททุกประเภทคดี เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ เปลี่ยนมาใช้ระบบศาลคู่ โดยมีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองพิจารณาวินิจฉัยคดีปกครอง ศาลทหารพิจารณาวินิจฉัยคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นทหารและคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในเวลาไม่ปกติซึ่งขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความสงบของประเทศด้วย โดยปกติแล้วกฎหมายบัญญัติเขตอำนาจศาลไว้ชัดเจน ในกรณีที่คดีใดอาจอยู่ในเขตอำนาจศาลมากกว่าหนึ่งศาลก็ต้องมีกระบวนการชี้ขาดว่าศาลใดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี เพื่อไม่ให้มีการพิจารณาคดีซ้ำซ้อนกันอันจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร ขัดต่อหลัก“บุคคลไม่อาจถูกลงโทษหลายครั้ง สําหรับการกระทําความผิดครั้งเดียว” และอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับผลแห่งคดีได้ เขตอำนาจศาลจึงเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรกที่ทุกศาลต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลหรือไม่ หากคดีไม่อยู่ในอำนาจศาลแล้วต้องมีคำสั่งไม่รับ
คำร้องหรือคำฟ้องนั้นไว้พิจารณา เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินการยื่นคำร้องหรือยื่นฟ้องคดีต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้นต่อไป
สำหรับศาลรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ให้สิทธิประชาชนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองผู้ยื่นคำร้องจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งผลให้การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ บัญญัติไว้ จึงมีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิยื่น
คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องหลายคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เพราะไม่อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะรับไว้พิจารณาวินิจฉัย ซึ่งสามารถอธิบายเหตุผลที่ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาได้ว่า แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ จะบัญญัติให้สิทธิบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ
ที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่รัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ด้วยว่าการยื่นคำร้องตามมาตรา ๒๑๓ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงต้องพิจารณากฎหมายดังกล่าวประกอบการพิจารณาเขตอำนาจศาลด้วย ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ บัญญัติให้การกระทำละเมิดสิทธิเสรีภาพตามคำร้องมาตรานี้ต้องเป็นการกระทำอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่กรณีอย่างหนึ่งอย่างใดในอนุมาตรา (๑) – (๗) ซึ่งจะขอกล่าวถึงในที่นี้เฉพาะกรณีอนุมาตรา (๔) เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ซึ่งหมายความว่าหากการกระทำที่ผู้ร้องอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้นั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเป็นเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่อาจรับคำร้องนั้นไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
คำว่า “เรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่น หรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว” หมายความว่าประเด็นที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น โดยผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นโจทก์ จำเลย ผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีอยู่ในศาลยุติธรรม ศาลปกครอง หรือศาลทหาร และคดีนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลนั้นๆ หรือศาลนั้นอาจมีคำพิพากษาแล้วก็ได้ หากปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เพราะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ดังเช่นตัวอย่าง ผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกร้องฟ้องบังคับจำนองผู้ร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้แล้วนำตำรวจมาจับกุมผู้ร้องในข้อหาบุกรุกที่ดินเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการฟ้องและบังคับคดีแพ่งของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ กรณีจึงเป็นเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาพิพากษาของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง (คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖๐/๒๕๖๔) และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ข้อเท็จจริงตามคำร้องปรากฏว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่ผู้ร้องเห็นว่าละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องนั้น เป็นการใช้ดุลยพินิจรับฟังพยานหลักฐานในกระบวนพิจารณาคดีของศาล ผู้ร้องร้องเรียนต่อประธานศาลฎีกาและประธานศาลฎีกาเห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองมิได้ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ผู้ร้องอุทธรณ์คำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้ว กรณีเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) ซึ่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๖ วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้อง (คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕๖/๒๕๖๔)
จากตัวอย่างข้างต้นเห็นได้ว่า หากการกระทำที่ผู้ร้องนำมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการกระทำที่มีการนำเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลอื่นแล้วหรือเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาของศาลอื่น เช่น คำสั่งต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดี การใช้ดุลพินิจในคดี ตลอดจน
คำพิพากษาของศาลอื่น ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) สำหรับ ถ้อยคำตามบทบัญญัติมาตรา ๔๗ (๔) ว่า “เรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว” ผู้เขียนเห็นว่า ในกรณีที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาแล้วนั้นเป็นกรณีตามมาตรา ๔๗ (๔) อย่างชัดเจน ไม่มีประเด็นปัญหาที่ต้องพิจารณาอีก เพราะศาลอื่นนั้นได้พิจารณาวินิจฉัยคดีนั้นเสร็จสิ้นแล้ว แต่สำหรับกรณีของคำสั่งนั้น กรณีที่เป็นคำสั่งอื่นๆ ที่มิใช่คำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยก็ไม่มีปัญหาที่ต้องพิจารณาอีกเช่นกัน เพราะศาลอื่นนั้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาของเรื่องนั้นแล้ว แต่ในกรณีที่ศาลอื่นมีคำสั่งถึงที่สุดว่าไม่รับคำร้องไว้พิจารณาเพราะไม่อยู่ในอำนาจศาลอื่นนั้น อาจมีประเด็นควรพิจารณาต่อไปว่าจะถือว่าเป็นกรณีตามบทบัญญัติมาตรา ๔๗ (๔) หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามาตรา ๔๗ (๔) ไม่ครอบคลุมถึงคำสั่งไม่รับคำฟ้องหรือคำร้องไว้พิจารณา เพราะศาลอื่นนั้นยังมิได้รับคำร้องไว้พิจารณาพิพากษาในเนื้อหาเรื่องนั้นๆ จึงไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
การที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) มิได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องที่เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว อาจเป็นเพราะในเวลานี้สังคมไทยยังมิได้มีแนวคิดที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญทบทวนคำพิพากษาของศาลอื่นที่พิจารณาคดีไปแล้วได้ดังเช่นที่ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันซึ่งเป็นต้นแบบของศาลรัฐธรรมนูญไทยสามารถทำได้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันจึงยังมิได้มีบทบัญญัติเช่นนั้น โดยรัฐธรรมนูญเพียงแต่มีเจตนารมณ์ให้คู่ความหรือคู่กรณีที่มีข้อพิพาทกันอยู่ในศาลอื่นที่มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถโต้แย้งต่อศาลที่พิจารณาคดีว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลที่พิจารณาคดีนั้นจะใช้บังคับแก่คดีที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลที่พิจารณาคดีส่งคำโต้แย้งนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๑๒ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลที่พิจารณาคดีนั้นก็จะใช้บทบัญญัติกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีมิได้ และมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกบทบัญญัติกฎหมายนั้นไปในตัว แต่หากศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นก็ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป แม้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นจะตีความบทบัญญัติกฎหมายนั้นไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องที่คู่ความในคดีจะต้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลสูงในระบบศาลนั้นให้ตีความบทบัญญัติกฎหมายนั้นเสียใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษานั้นเสียภายในระบบศาล โดยรัฐธรรมนูญมิได้ให้อยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะไปแก้ไขคำวินิจฉัยของศาลอื่นได้ ด้วยเหตุนี้บทบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๗ (๔) และมาตรา ๔๖ วรรคสาม จึงได้บัญญัติให้คำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๓ ต้องไม่เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว
ด้วยเหตุนี้ การที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ที่ให้สิทธิบุคคลทั่วไปยื่นคำร้องต่อศาลได้โดยตรง ผู้ที่จะยื่นคำร้องจึงต้องตรวจสอบเสียก่อน หากการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นหรือเรื่องที่ศาลอื่นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ก็จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ มิได้ แต่อย่างไรก็ตามหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอื่น แม้จะยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ไม่ได้ แต่คู่ความยังมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ที่จะยื่นคำโต้แย้งต่อศาลที่พิจารณาคดีว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลที่พิจารณาคดีนั้นส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยมีความแตกต่างกันที่คำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ วัตถุแห่งคดีที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต้องเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงไม่อาจขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำใดละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องและขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง "เมื่อมีคดีพิพาทอยู่ในศาลอื่น จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไร"
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
- #ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ






Login with facebook
Login with google